เปิดตำนานฟุตบอลโลก : เม็กซิโก 1986

ฟุตบอลโลก 1986 สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า มอบหมายให้ เม็กซิโก รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพอีกครั้ง หลัง โคลอมเบีย ที่ชนะโหวตก่อนหน้านี้ ประสบปัญหาเศรษกิจตกต่ำ ทำให้ไม่มีความพร้อมในการจัดการแข่งขัน

ซึ่งแม้ฟุตบอลโลก 1986 จะยังคงมี 24 ทีม ลงชิงชัยในรอบสุดท้าย เหมือนเมื่อ 4 ปีก่อน แต่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบมาใช้ระบบน็อกเอาท์หลังผ่านรอบแบ่งกลุ่ม โดยจะเอาแชมป์และรองแชมป์ของทั้ง 6 กลุ่ม รวมไปถึงอันดับ 3 ที่ดีที่สุด 4 ทีม เข้าไปตัดเชือกในรอบ 16 ทีมสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม เม็กซิโก เกือบจะพลาดโอกาสเป็นชาติแรกที่ได้จัดฟุตบอลโลก 2 ครั้ง เมื่อพวกเขาเจอแผ่นดินไหวขนาด 8.1 ริกเตอร์ เล่นงานในเดือนกันยายน 1985 คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 20,000 ราย และอีกกว่า 10,000 ราย ไร้ที่อยู่อาศัย

ความเสียหายจากแผ่นดินไหวก่อนเริ่มศึกฟุตบอลโลก 1986 เพียง 8 เดือน ทำให้หลายฝ่าย โดยเฉพาะ ฟีฟ่า กังวลใจว่า เม็กซิโก จะมีความพร้อมและศักยภาพเพียงพอต่อการจัดฟุตบอลโลกครั้งที่ 13 หรือไม่

แต่ท้ายที่สุดเคราะห์ดีที่แผ่นดินไหวไม่ได้ทำให้สนามแข่งขัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญเสียหาย  ศึกฟุตบอลโลก 1986 จึงยังคงเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร้ปัญหา โดยครั้งนี้มี 121 ชาติ ร่วมลงชิงชัยในรอบคัดเลือก มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ก่อนจะได้ แอลจีเรีย, อาร์เจนตินา, เบลเยียม, บราซิล, บัลแกเรีย, แคนาดา, เดนมาร์ก, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, ฮังการี, อิรัก, เกาหลีใต้, โมร็อกโก, ไอร์แลนด์เหนือ, ปารากวัย, โปแลนด์, โปรตุเกส, สกอตแลนด์, สเปน, อุรุกวัย, สหภาพโซเวียต, เยอรมันตะวันตก ตามไปสมทบกับเจ้าภาพ เม็กซิโก และแชมป์เก่า อิตาลี ในรอบสุดท้าย

โดยเกมในรอบแรกยักษ์ใหญ่อย่าง แชมป์เก่า อิตาลี, อาร์เจนตินา, สหภาพโซเวียต, ฝรั่งเศส, บราซิล, สเปน, เยอรมันตะวันตก, เดนมาร์ก, อังกฤษ รวมถึงเจ้าภาพ เม็กซิโก ควงแขนกันผ่านเข้ารอบตามนัด

แต่เกมในรอบ 16 ทีมสุดท้ายกลับเต็มไปด้วยเหตุการณ์พลิกล็อก ไล่ตั้งแต่ เบลเยียม เบียดชนะ สหภาพโซเวียต 4-3 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ส่วน ฝรั่งเศส ภายใต้การนำของสามทหารเสือ มิเชล พลาตินี่, อแล็ง ชีแรสส์, ฌอง ติกาน่า เขี่ย อิตาลี ร่วงตกรอบด้วยสกอร์ 2-0

เดนมาร์ก ที่ให้กำเนิดดาวดังอย่าง ไมเคิล เลาดรู๊ป, โซเรน เลอร์บี้, มอร์เท่น โอลเซ่น และ แฟรงค์ อาร์เนเซ่น ในทัวนาเมนต์นี้ โดนทีเด็ดของ เอมิลิโอ บรูตราเกนโญ่ ที่ซัดคนเดียว 4 ประตู นำ สเปน พลิกกลับมาชนะ 5-1

อย่างไรก็ตาม นอกนั้นยักษ์ใหญ่อย่าง อาร์เจนตินา, อังกฤษ, บราซิล, เม็กซิโก และ เยอรมันตะวันตก ควงแขนผ่านเข้ารอบตามความคาดหมาย โดยเฉพาะ บราซิล ที่ยังไม่เสียประตูให้ใครเลยในทัวร์นาเมนต์นี้

รอบ 8 ทีมสุดท้าย การแข่งขันยังดำเนินไปด้วยความเข้มข้น เริ่มจาก บราซิล โดน ฝรั่งเศส เขี่ยตกรอบด้วยการดวลจุดโทษ ซึ่ง ซิโก้ พลาดจุดโทษในเวลาปกติด้วย แต่ เยอรมันตะวันตก กับ สเปน เอาชนะจุดโทษ เม็กซิโก และ เบลเยียม ผ่านเข้ารอบไป

แต่เกมที่ต้องพูดถึงคือ อาร์เจนตินา ปะทะ อังกฤษ สองคู่แค้นที่มีประวัติเหม็นขี้หน้ากันมาอย่างยาวนาน โดยก่อนเริ่มเกม เซอร์บ็อบบี้ ร็อบสัน กุนซืออังกฤษ คอมเมนต์ถึง ดิเอโก้ มาราโดน่า ว่าเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของอาร์เจนตินา

แล้วคอมเมนต์ของ ร็อบสัน ก็เป็นจริง เมื่อ มาราโดน่า คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้ อาร์เจนตินา เอาชนะ อังกฤษ 2-1 จากการเหมาซัลโวคนเดียวสองลูก และหนึ่งในนั้นคือ “หัตถ์พระเจ้า” ที่ได้รับการกล่าวขานมาจนถึงทุกวันนี้

สุดท้าย มาราโดน่า ที่โดดเด่นมาตลอดทัวร์นาเมนต์ ก็พา อาร์เจนตินา ไปไกลถึงแชมป์ โดยจัดการคว่ำ เยอรมันตะวันตก ในนัดชิงชนะเลิศ 3-2 คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมการถือกำเนิดของยอดแข้งเบอร์หนึ่งโลกคนใหม่ต่อจาก เปเล่

 

สรุปผลฟุตบอลโลก 1986

แชมป์ : อาร์เจนตินา (สมัยที่ 2)

รองแชมป์ : เยอรมันตะวันตก

อันดับ 3 : ฝรั่งเศส

อันดับ 4 : เบลเยียม

แฟร์เพลย์ : บราซิล

ดาวซัลโว : แกรี่ ลินิเกอร์ (อังกฤษ) 6 ประตู

นักเตะยอดเยี่ยม : ดิเอโก้ มาราโดน่า (อาร์เจนตินา)

ดาวรุ่งยอดเยี่ยม : เอ็นโซ่ ชีโฟ่ (เบลเยียม)

ยอดผู้ชม : 2,394,031 คน เฉลี่ย 46,039 คนต่อเกม

จำนวนแมตช์ : 52

จำนวนประตู : 132 ประตู เฉลี่ย 2.54 ประตูต่อเกม

 

ทีมยอดเยี่ยม

ผู้รักษาประตู : ฌอง-มารี ฟาฟฟ์ (เบลเยียม)

กองหลัง : โชซิมาร์, ชูลิโอ เซซาร์ (บราซิล), มานูแอล อาโมรอส (ฝรั่งเศส)

กองกลาง : มิเชล พลาตินี่, ฌอง ติกาน่า (ฝรั่งเศส), ดิเอโก้ มาราโดน่า (อาร์เจนตินา), ยาน คูเลอม็องส์ (เบลเยียม)

กองหน้า : เพรเบน เอลชาร์ ลาร์เซ่น (เดนมาร์ก), เอมิลิโอ บูตราเกนโญ่ (สเปน), แกรี่ ลินิเกอร์ (อังกฤษ)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *